
























กรุงเทพฯ, 31 สิงหาคม 2569 — สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. จัดการประชุมประมวลผลการดำเนินงานและถอดบทเรียน “โครงการตัวกลางที่ดิน พ.ศ. 2563 – 2569” โดย นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการ บจธ. เป็นประธานเปิดงาน มุ่งสรุปผลงานตลอด 7 ปี พร้อมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาที่ดินเอกชนทิ้งร้าง ป้องกันการเก็งกำไร และเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม
น.ส.ฆัณฑรัตน์ ตาณพันธุ์ เจ้าหน้าที่บริหารที่ดิน (อาวุโส) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันว่า บจธ. สามารถขับเคลื่อนกลไกตัวกลางที่ดินจนเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างก้าวกระโดด:
ภาพรวมสะสม: มีแปลงที่ดินเข้าร่วมโครงการ 178 แปลง (เนื้อที่ 4,024-2-74.5 ไร่) และคืนพื้นที่หลังสิ้นสุดสัญญาแล้ว 55 แปลง (830-0-68.11 ไร่)
การขยายตัวของสัญญา: จากปี 2563 ที่เริ่มต้นเพียง 1 สัญญา (4-0-83 ไร่) ขยับเป็น 20 สัญญาในปี 2565 และพุ่งสูงถึง 151 สัญญา (846-3-7.7 ไร่) ในปี 2569 หลังมีการทดสอบโมเดลใหม่
สถานะปัจจุบัน: คงเหลือสัญญาใช้ประโยชน์รวม 115 สัญญา กระจายตัวในหลายภูมิภาค โดยภาคกลางมีแปลงเข้าโครงการสูงสุด (69 แปลง) ขณะที่ภาคเหนือมีการทำสัญญาทำประโยชน์สูงสุด (56 สัญญา รวม 433-1-72.6 ไร่)
ภายในเวทีประชุมได้มีการนำเสนอผลการศึกษากลไกตัวกลางที่ดิน (Land Intermediary) จาก 4 ประเทศ เพื่อเปรียบเทียบระดับความเข้มแข็งของกลไกในการจัดการที่ดินร้าง:
1. ฝรั่งเศส (SAFER) – สายแข็งที่สุด (Strongest): รัฐใช้อำนาจแทรกแซงผ่าน “สิทธิซื้อตัดหน้า” (Pre-emption Right) ในราคาเป็นธรรม เพื่อสกัดการเก็งกำไรและจัดสรรให้เกษตรกรคนรุ่นใหม่
2. เกาหลีใต้ (KRC) – สายแข็งรอง (Semi-Enforced): บังคับจำหน่ายที่ดินร้างเกิน 1 ปี และปรับภาษี 20% ต่อปี ควบคู่กับระบบ “บำนาญที่ดิน” จูงใจผู้สูงอายุส่งมอบที่ดินเพื่อนำไปปล่อยเช่าต่อ
3. เดนมาร์ก (Agency) – สายเจรจา (Negotiated): เน้นการเจรจาไกล่เกลี่ย 100% ทำหน้าที่จัดรูปที่ดิน (Land Consolidation) เพื่อรวมแปลงใหญ่สำหรับทำเกษตร หรือปรับเป็นพื้นที่ฟื้นฟูระบบนิเวศ
4. ญี่ปุ่น (Farmland Bank) – สายสมัครใจ (Voluntary): เน้นความสมัครใจ โดยรับฝากเช่าที่ดินระยะยาว (10–20 ปี) เพื่อรวมแปลงปล่อยเช่าให้ Smart Farmers พร้อมให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่เจ้าของที่ดิน

จากผลการดำเนินงานและบทเรียนต่างประเทศ บจธ. ชี้ว่าไทยไม่จำเป็นต้องเลือกโมเดลใดโมเดลหนึ่ง แต่ควรปรับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้ถือครองที่ดิน” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานด้านที่ดิน” ที่เชื่อมโยง ที่ดิน–เจ้าของ–เกษตรกร–ข้อมูล–กฎหมาย เข้าด้วยกัน โดยมีแนวทางขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่:
ขับเคลื่อน Hybrid Model: ผสมผสานกลไกสายแข็ง (มาตรการภาษี/กฎหมายที่ดินร้าง) เข้ากับกลไกสายอ่อน (สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีแบบญี่ปุ่น) เพื่อสร้างแรงจูงใจ
เน้นสิทธิการใช้ประโยชน์ (Use Right): ส่งเสริมสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อระยะยาว (10–15 ปี) แทนการซื้อขาด เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐ
ยกระดับ One Map & Consolidation: นำแนวทางเดนมาร์กมาใช้จัดทำฐานข้อมูลที่ดินที่มีศักยภาพ จับคู่ระหว่างเจ้าของที่ดินร้างกับเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์
ยกระดับ คทช. เป็นผู้กำกับระบบ (Regulator): ปรับบทบาท คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ให้เป็นผู้กำกับระบบที่ดิน โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลาง One Map, ชุดเครื่องมือ Land Bank และ คทช. จังหวัด
บจธ. วางโรดแมปขับเคลื่อนแนวทางนี้เป็น 3 ระยะ (ระยะสั้น 1–2 ปี, ระยะกลาง 3–5 ปี และระยะยาวมากกว่า 5 ปี) เพื่อเปลี่ยน “ที่ดินปล่อยร้าง” ให้กลายเป็นพื้นที่ทำกินที่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
จำนวนผู้เข้าชม : 20








